
ไม่ต้องสงสัย ว่าทำไมหายไปนานเกือบครบเดือน (อีกแล้ว) เนื่องด้วยเทศกาลบอลโลก
เลย เอาเวลาว่างไปดูบอลซ่ะหมด จนไม่มีแรงมาเขียนบทความ พอตอนนี้ บอลโลกจะจบแล้ว
เลยมีเวลาว่าง มาเขียนบทความให้ได้อ่านกัน 55
เรามาเข้าเรื่อง ที่ผมอัพเดททิ้งไว้ ถึงการมา ของ LR 3 ใน บทควาที่ผ่านมาดีกว่าครับ
หลังจากได้ทดลองใช้งาน LR3 มาระยะหนึ่ง ผลสรุปสำหรับ
ผู้ที่ใช้งาน LR2 มาแล้ว แล้วขี้เกียจอ่าน คือ “คุณต้องบ้าแน่ๆ ถ้าไม่อัพเกรดเป็น LR3″
เนื่องจากโดยรวม ทรัพยากรที่ LR3 ใช้ ไม่ได้แตกต่างจาก LR2 อย่างรู้สึกได้
ถึงแม้ คอมพิวเตอร์ ไม่ได้มีเสป็ค สูงอะไรมากมาย
(ผมใช้ Core 2 Duo รุ่นเล็ก Ram 2G + Win7)
แต่ความสามารถที่ให้มานั้น สุดยอด ครับ
แทบจะ ทำให้รู้สึกเหมือนว่าได้กล้องใหม่ มาใช้งานเลยทีเดียว
เรามาดูฟังก์ชั่น ที่เด่นๆ ที่เปลี่ยนไปใน LR3กัน
————————————————————————————-
Import
ได้มีการสร้างหน้าจอ สำหรับ การ Import ภาพโดยเฉพาะขึ้นมา จากเดิมที่เป็นเพียง Popup เล็กๆใน LR2
โดยเราสามารถ
- เลือก import เฉพาะ ภาพที่ต้องการได้
- โปรแกรมได้แยกแยะวันที่ถ่ายภาพไว้ให้เป็นระบบ ทำให้เลือก import ภาพแยกเป็นวันได้
- ยังตรวจสอบได้ว่า เราเคย import ภาพดังกล่าว แล้วหรือไม่ โดยภาพที่เคย import แล้ว
จะขึ้นเป็นสีจางๆ และไม่สามารถเลือก เพื่อ import ได้ ( ตรงนี้ผมชอบมาก เพราะบางทีใช้การ์ด หลายๆใบแล้ว สับสน )

- สามาถเซ็ตค่าการจัดการไฟล์ ต่างๆ ที่เคยอยู่ในเมนูที่ซับซ้อน ของ LR2 จาก เมนูด้านข้างได้เลย
เช่นการ Renaming ทำให้ สามารถจัดการภาพได้ง่าย ในขั้นตอน import

————————————————————————————-
Lens Correction
ได้เพิ่มฟังก์ชั่นในการแก้ไข Perspective และ Distortion ของภาพ ขึ้นมาครับ ทำให้เราไม่ต้องพึ่งพา Photoshop ในด้านนี้อีกต่อไป
นอกจากนี้ ยังมีระบบ Lens Profile เหมือนใน Photoshop CS5 คือ เพียงแค่เรา คลิ๊กเลือกใช้ฟังก์ชั่น Enable Profile Corrections
ภาพก็จะถูกแก้ไขให้ถูกต้อง ตามข้อมูลProfile ที่อยู่ในโปรแกรมทันที หรือจะเลือก ใช้ โหมด manual เหมือนที่เคยใช้ใน Photoshop ก็ได้

ซึ่งเท่าที่ทดลองใช้งาน กับเลนส์ 24-105 L และ 17-40 L ของ Canon พบว่า ให้ผลออกมาดีมากครับ
Perspective ของภาพ ละ Vignetting ดีขึ้นราวปฎิหารย์ ( ฟังดูยิ่งใหญ่สุดๆ 55 )
ภาพเปรียบเทียบ ภาพบน เป็นภาพที่ยังไม่ได้ เลือก Enable Profile Corrections ส่วนภาพล่างเลือกแล้ว


————————————————————————————-
Effect
หัวข้อนี้ ในหมวด Develop เป็นหัวข้อใหม่ ซึ่งแต่เดิม ฟังก์ชั่น Post-Crop Vignetting นั้น เป็นฟังก์ชั่นลูกเมียน้อยอยู่ใน Lens Correction
ที่ออกมาเพื่อตอบสนอง การสร้าง Vignette ปลอม หลังจาก Crop สัดส่วนภาพใหม่แล้ว ใน LR2
ในเวอร์ชั่นนี้ ได้ ปรับปรุง ให้มี Style การสร้าง Vignette ปลอม 3แบบ คือ
Highlight Priority
Color Priority
และ Paint Priority
รวมทั้ง การปรับค่าที่ละเอียดมากขึ้น
ทำให้ สามารถสร้าง Vignette ได้เป็นธรรมชาติ เหมือน ว่าเป็น Vignette ที่เกิดจากเลนส์ จริงๆ

นอกจากนี้ในหัวข้อ Effect ยังมีการเพิ่ม ฟังก์ชั่น Grain เอาใจคนที่อยากได้อารมณ์ภาพเหมือนถ่ายมาจาก Film ขึ้นมาอีกหนึ่งอย่าง
ภาพบนเป็นภาพที่ไม่ได้ใส่ Grain ได้ เพิ่ม Vignette แล้ว จะเห็นว่า ส่วนของหลอดไฟ และ ช่องแสงด้านบน
ยังคงเป็นสีขาว ไม่ใช่สีเทาที่เกิดจาก Vignette ปลอม จาก LR เวอร์ชั่นก่อนๆ

ภาพล่างนี้เป็นภาพตัวอย่างที่ได้ ใส่ Grain เข้าไปเพื่อให้ได้อารมณ์ภาพเหมือน ฟิล์ม และเปลี่ยน Style ของ Vignette

————————————————————————————-
Noise Reduction
ฟังก์ชั่นนี้ ถือเป็นจุดอ่อนอันหนึ่งของ LR1 และ LR2 ที่โดนเปรียบเทียบกับ โปรแกรมRAW Processing ตัวอื่นๆแล้วพบว่าแพ้หลุดลุ่ย มาตลอด
มาถึง LR3 Adobe ได้ยกเครื่อง ระบบ Noise Reduction ใหม่หมด ผลที่ได้นั้น “น่าทึ่ง”มากครับ และเป็นสาเหตุที่ทำให้ผมเขียนไปในตอนต้นว่า”ทำให้รู้สึกเหมือนว่าได้กล้องใหม่”
เพราะกล้องตัวเดิม
ภาพตัวอย่างนี้ เป็นภาพที่ถ่ายด้วย กล้อง 40D โดยใช้ ISO800
จะเห็นว่า ด้วยการปรับค่า เดียวกัน เนื้อของภาพที่ออกมาจาก LR3 นั้น ดีกว่ามาก

กรอบสีแดง คือบริเวณที่ Crop 100% มาให้ดู

————————————————————————————-
สำหรับผู้ที่ชื่นชอบ หรือประกอบอาชีพ ถ่ายภาพ ไม่สนใจในการ Photo Motage หรือ Retouch ภาพ และไม่ได้ต้องการฟังก์ชั่น จำนวนมหาศาลที่เกินความจำเป็น ที่มีอยู่ใน Photoshop CS
ก็ ไม่จำเป็นต้องลง Photoshop กันเลยทีเดียว เพราะใน LR3 นี้ได้เตรียมฟังก์ชั่นจำเป็น ไว้ให้ครบถ้วนแล้ว
————————————————————————————-
สุดท้าย ที่ต้องรู้ไว้สำหรับ ผู้อัพเกรดมาจาก LR2
ฟังก์ชั่นหลายๆอย่าง ใน LR3 ที่ได้เปลี่ยนระบบ ไปจาก LR2 นั้น จะยังไม่มีการเก็บค่าการปรับใดๆไว้
เมื่อเรา Convert Catalog จากโปรแกรม LR2 ฟังก์ชั่นหลายอย่าง ในรูปเก่าจะยังคงใช้ ระบบของ LR2
เพื่อให้ภาพแสดงผลเหมือนที่เราเคยปรับค่าไว้ ( เช่น Noise Reduction จะยังไม่ทำงาน )
ให้ทำดังนี้ ในหน้าต่าง Library ให้ เลือกไฟล์ที่ต้องการ (อาจจะภาพเดียว หรือหลายๆภาพพร้อมกัน ) คลิ๊กขวา
แล้ว กด Develop Setting >> Update to current process (2010)

จึงจะสามารถใช้งาน ฟัง์ชั่นต่างๆ ของ LR3 ได้เต็มที่
หวังเช่นทุกครั้งว่า บทความนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกท่านครับ
สวัสดี
