Tuesday, August 11th, 2009
ล่า เทา18% สุดขอบโลก !! (ทำไมมันเรื่องเยอะ)

คงเป็นหนึ่งในเรื่องที่ เราๆ คนถ่ายรูป ด้วยใช้ระบบวัดแสงในกล้อง พากันปวดกะบาล
ว่า อะไรคือ เทา18% เรื่องนี้ ขนาดคนที่ถ่ายรูปมาหลายๆ ปี “ยังมั่ว”
.
1. จุดเริ่มต้นของความสับสน
ความสับสนหลักอันหนึ่งเกิดจาก ด้วยความที่ระบบงานพิมพ์ สี CMYK เราจะพิมพ์สีเทา โดยการให้ค่า K (หมึกสีดำ) เป็นค่า %
คำว่า สีเทา 18% ในงานพิมพ์ คือมีสีดำเป็น ปริมาณ 18% ของพื้นที่ ที่เหลือเป็นสีขาวของกระดาษ หรือวัสุดพิมพ์
แน่นอน สีที่ได้จะเป็นสีเทาอ่อนมาก
.
สีเทา 18% สำหรับการวัดแสง “ต่างออกไป” เนื่องจาก สีเทา 18% ในความหมายของการวัดแสง
คำนึงถึง “ปริมาณ แสงสะท้อน” ว่า หากเราฉายแสงลงไป 100 หน่วย จะมีแสงสะท้อนออกมา เป็นปริมาณ 18หน่วย
.
นอกจากนี้ ยังมีคำว่า เทากลาง หรือ Middle Gray นั่น เกิดจากทฤษฎี ที่ว่า หากวัตถุมีสี เทา ทีอยู่ระหว่างขาวกับดำ พอดี
หรือ คิดง่ายๆว่า มีสีดำ 50% ขาว 50% ผสมกัน เราจะได้วัตถุที่ สะท้อนแสงได้ 18%


.
2. ความไม่เที่ยงตรง ของงานพิมพ์
พอได้ฟังดังข้างต้นว่า middle gray หรือ เทากลาง นั้น ให้การสะท้อนแสง เป็น 18%
หลายคน ก็บอก หมู !! จัดการเปิดเครื่อง inkjet พิมพ์ สีดำลงไป 50%
ผลปรากฎว่า เราจะได้กระดาษ สีเทา ที่ไม่พอดีเทากลาง
.
เนื่องจาก หมึกสี ในแต่ละมาตรฐานงานพิมพ์นั้น มี ความเข้มสีไม่เท่ากัน
เช่น สีดำ คือบางยี่ห้อ ดำมาก บางยี่ห้อ ดำน้อย ยังไม่รวมปัญหาเรื่องงานพิมพ์บางอย่าง
ที่ใช้วิธีผสมสี CMY เข้าไปเพื่อให้ มองเห็นเป็นสีดำเข้มขึ้นกว่าหมึกดำล้วนๆ
.
นอกจากนี้วัสดุที่ใช้ในงานพิมพ์ เช่นกระดาษ หรือ แผ่นพลาสติก
ยังมี คุณลักษณะในการสะท้อนแสงไม่เท่ากันอีกด้วย
ยกตัวอย่างเช่นกระดาษ A4 ทั่วไป จะมีสารเรืองแสงผสมอยู่
เพื่อให้ดูกระดาษ “ขาวสะอาด” ขึ้น สิ่งที่ตามมาคือ สีขาวของการดาษ จะ
สว่างด้วยตัวเองอีกเล็กน้อยซึ่งทำให้ ปริมาณแสงที่สะท้อนกลับออกมาที่เครื่องวัดแสงผิดเพี้ยนไป
.
ตัวอย่างที่เห็นชัด เช่น Gray Card ที่แถมมากับ หน้งสือถ่ายภาพชื่อดังเจ้าหนึ่ง
ซึ่งใช้ระบบงาน พิมพ์ offset บนกระดาษมันผลคือการดาษสีเทาดังกล่าวเกิดจากการใช้หมึก K 50%
.
หรือกรณี เว็บไซด์อีกแห่ง ที่ได้จัดทำ การ์ดพลาสติก สีเทากลางขึ้นมาแจก
แต่ การ์ดดังกล่าว ดันใช้พลาสติกผิวมัน “ซึ่งสะท้อนภาพได้” ทำให้หากมุมการว่าง
การ์ด ไปอยู่ในมุมที่ สะท้อนภาพของแหล่งแสงติดเข้ามา เราจะได้แสงมากกว่า สีเทา
ที่พิมพ์อยู่บนการ์ด

การผลิต Graycard ที่ได้มาตรฐาน จึงจำเป็นต้องมีขั้นตอนเฉพาะ เช่นการผสมสี
หรือ คัดเลือกวัสุด ที่เหมาะสม และมีเครื่องมืดตรวจวัดที่เที่ยงตรง
.
3. การสะท้อนคลื่นแสง ความถี่ต่างๆ
ปัญหาในระดับลึก ของ การทำ Gray Card นอกจากความเข้ม คือ
ความสามารถในการสะท้อน คลื่นความถี่ต่างๆ ในระดับเท่าๆกัน
หรือ พูดภาษาชาวบ้านก็คือ สะท้อนแสง”สี” ต่างๆ ได้เท่ากัน
ไม่ใช่ว่าไปอยู่ในแสงทันเสตน แล้วสะท้อนแสง ได้มากกว่า แสงอาทิตย์ เป็นต้น
ซึ่งวัตถุทั่วๆไปในชีวิตประจำวัน จะมีคุณลักษณะที่สะท้อนแสงแต่ละสีไม่เท่ากัน
.
ซึ่งผมได้ทำการทดลองโดยนำวัตถุหลายๆชิ้น
ที่มีสีเทากลาง หรือ ได้ชื่อว่า ให้สีเทากลาง
คือ
CBL (อุปกรณ์ ทำ WB และเทากลาง ตัวนี้น่าเชื่อถือสุด )
กระดาษสีเทากลางของหนังสือยี่ห้อหนึ่ง
พลาสติกด้านพ่นสีสเปรย์ เทากลาง

.
ไป วัดแสง ใน 3 สภาพแสง คือ
แสงฟูลออเรสเซนส์ในบ้าน
แสงริมหน้าต่าง และ
แสงกลางแจ้ง
.
ผลคือ วัตถุทั้ง 3 ชิ้น ที่มีความเข้มของสีเทาไม่เท่ากัน
ให้ค่าแสง ต่างกัน แบบไม่สม่ำเสมอ
คือ
ในบางสภาพแสง ค่าแสงอาจจะห่างกันถึง 1stop
แต่บางสภาพแสง ห่างกันแค่ 2/3 stop บ้าง 1/3 stop บ้าง
บางกรณี บางชิ้น กลับให้ค่าแสงเท่ากันได้ ในสภาพแสงหนึ่ง
และไม่เท่า ในอีกสภาพแสงหนึ่ง
.
นี่เลยเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ กระดาษสี “เทากลาง” นั่น มีราคาแพง
เนื่องจากผลิตจากวัสดุ และสี ที่มีความสามารถในการสะท้อนแสง
เรียกได้ว่า เป็น “เทาแท้” คือ ให้การสะท้อนคลื่นแสงในทุกสภาพแสง
ได้ ใกล้เคียงกันมาก
4. Gray Card สำหรับ ทำ WB
ในตลาด ยังได้เพิ่มความสับสนเข้าไปอีก 1ขั้น
คือ การผลิต White balance Card ขึ้นมา โดยมีสี ขาว หรือ เทาอ่อน เช่นยี่ห้อ Whibal
ซึ่งออกแบบมาเพื่อใช้ อ้างอิงจุดเทา แท้ ในโปรแกรมต่างๆเช่น Photoshop หรือ
แก้ไข WB ใน Lightroom

.
หรือ CBL (Color Balance Lens) ที่ผมได้มาเป็นของขวัญวันเกิด ที่
ซึ่งออกแบบมาเพื่อใช้ในการ จัดการ WB ด้วยระบบ Custom WB ในกล้อง
(โดยการโม้สรรพคุณมากมาย กับราคาแพงกระฉูด)
.
ซึ่งในความเป็นจริง GrayCard 18% ที่ได้มาตรฐาน (แพงอยู่ดี)
สามารถทำหน้าที่ดังกล่าวได้อยู่แล้ว
.
————————————–
สรุป
สำหรับผู้ที่หัดวัดแสงอยู่ หรือ เพิ่งเรียนถ่ายรูปกับผมไป เมื่อหัดไปเรื่อยๆ สักพักก็จะพบว่า
ยังเกิดความผิดพลาดขึ้นได้เสมอ ซึ่งเป็นจุดที่เราอาจจะต้อง “ทำใจยอมรับ” เนื่องจากในการถ่ายภาพท่องเที่ยว หรือ การถ่ายภาพ ที่ต้องใช้ความรวดเร็ว เราไม่สามารถจะมานั่งกังวลกับ ค่า เทา18% ที่ถูกต้องได้ มากขนาดนั้น
เก็บ Gray card ราคาแพง ไว้ที่บ้านได้เลย Gray card เหมาะกับใช้ในสภาพแสงควบคุม (สตูดิโอ) เท่านั้น
ซึ่งคุณลักษณะของ วัสดุต่างๆในชีวิตเรา ที่ทำให้ความสามารถในการสะท้อนแสง แตกต่างกัน จนคาดเดาได้ลำบาก ผลคือเราไม่สามารถใช้ “ความเข้มสี” ที่ตาเห็นมาเป็นตัวชี้วัดได้ 100%
อย่างไรก็ดีการมองไปที่ ความเข้มของสี ถึงจะให้ผลไม่แน่นอน แต่ก็เป็นตัววัดเพียงอย่างเดียวที่เราสามารถใช้ สายตาเราคาดคะเนเพื่อชดเชยแสงได้ ในการถ่ายภาพท่องเที่ยวทั่วๆไป
.
โดยส่วนตัว ผมอ้างอิงผิวหลังมือของผมกับ เทา18% แล้วพบว่าในแต่ละสภาพแสง
จะมี ความแตกต่างของค่าแสง ไม่เกิน 2/3 Stop ซึ่งถือว่า ไว้ใจได้พอๆกับวัสดุอื่นๆที่มีสีเทากลาง แต่ไม่ต้องพก มีติดตัวเสมอ
ในการทำงาน เมื่อเกิดความไม่มั่นใจ ผมจะวัดแสงกับหลังมือเพื่อเช็คค่าแสงเสมอ และได้ผลออกมาน่าพอใจ
ส่วนเรื่อง WB ก็ แก้ปัญหาโดยการ ถ่าย RAW แล้วปรับโดยใช้สายตา ใช้ อารมณ์เข้าว่า ไม่ได้เน้นความถูกต้องมากนัก
.
เขียนไปเขียนมา จบที่ว่า “อย่าไปสนใจมันมาก” หัดถ่ายให้เกิดความชำนาญ
แล้ว ใช้สมอง และ เวลา ไปกับการสร้างสรรภาพที่ มีความหมาย มีุคุณค่า และ สวยงาม
ย่อมดีกว่า แน่นอน
.
สวัสดี
———————————
ปล. ขอบคุณคุณเจมส์ สำหรับ Gray card ที่แถมมาจากหนังสือครับ
ส่งมาให้ทดลองฟรีๆ หวังว่า ความรู้นี้จะช่วยให้ คุณเจมส์ถ่ายภาพได้ดีขึ้นๆไปครับ
ปล2. ความจริงผมได้ทดลองพิมพ์หมึกสีดำลงบน A4 สีขาวในรูปแบบต่างๆ
เช่น เป็นเส้นแถบๆ หรือ ตารางเสี่เหลี่ยม
ผลปรากฎว่า “ความคลาดเคลื่อน สูงมาก” จนไม่อยากพูดถึง
อยากบอกว่า อย่าไปวัดแสง วัตถุที่มีสีขาวดำ (เช่นลายผ้าตารางหมากรุก)
เพราะคาดเดาผลได้ลำบากมาก








